ข่าวประชาสัมพันธ์ -

มัสยิดกมาลุลอิสลาม


เร่งเพิ่ม"ศักยภาพ"ทางด้านการศึกษา


โดย


ปีใหม่นี้เพิ่มอาคารเรียนอีกหนึ่งหลัง


เพื่อรองรับนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุกปี




Get This? Newsflash Scroller PRO for Mambo 4.5.1, © 2004 webraydian.com

มัสยิดกมาลุลอิสลาม

การอ่านเป็นรากฐานของความรู้ พัฒนาตน พัฒนาสังคม

ต้อนรับรอมาฎอน โดย อ.วินัย สะมะอุน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย วินัย สะมะอุน   
วันอาทิตย์ที่ 01 สิงหาคม 2010 เวลา 02:19 น.

ต้อนรับรอมาฎอน ๑๔๓๑ เดือนแห่งการถือศีลอด
การถือศีลอดมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน  เท่าที่พอจะได้ร่องรอยมาเล่ากันอย่างเชื่อถือได้ ก็คือการถือศีลอดในสมัยนบีมูซา หลังจากนบีมูซากับพวกได้อพยพลี้ภัยออกมาจากอียิปต์ นบีมูซาก็มีการสวดอ้อนวอนในระหว่างถือศีลอดจำนวน ๔๐ วัน นบีดาวุดก็ถือศีลอดเพื่อไว้อาลัยแก่ซาอูลที่เป็นพ่อตา  เอษราที่ชาวยิวให้การยกย่องถือศีลอด ๗ วัน ปัจจุบันชาวยิวถือศีลอดในโอกาสต่างๆ ๖  ครั้งในแต่ละปี  นบีอีซาถือศีลอดเป็นเวลา ๔๐ วัน  และยังมีกลุ่มชนอื่นๆที่ถือศีลอดอีกหลายกลุ่มชน    แม้กลุ่มชนที่นับถือศาสนาพราหมก็ใช้กรรมวิธีการถือศีลอดเป็นหลักแม้จะแตกต่างกันก็ตาม แต่บทสรุปก็เป็นเนื้อหาเดียวกันคืออาศัยปัจจัยบรรลุสู่สภาวะจิตวิญญานบริสุทธิ์ด้วยการอดกลั้นในรูปแบบที่แตกต่างกันแต่ไม่ห่างไกลกัน
ก่อนถึงรอมาฎอนเดือนแห่งการถือศีลอด  สังคมเรามีกิจกรรมที่น่ารักกิจกรรมหนึ่งในเดือนก่อนรอมาฎอนคือเดือนชะบาน เมื่อถึงครึ่งเดือนชะบานซึ่งเราเรียกว่า “นิสฟูชะบาน” สังคมเราก็มีกิจกรรมอันเป็นจารีตศาสนาที่เราปฏิบัติกันมานาน คือ การอ่านซูเราะฮ์ยาซีนและอ่านดุอาเพื่อเตือนใจเราให้มุ่งมั่นต่อการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่รอมาฎอน ด้วยจิตใจที่สะอาดสะอ้าน  มุ่งมั่น และแน่วแน่  การประกอบภารกิจสำคัญๆนั้นเขามักจะเตรียมพร้อมก่อนถึงภารกิจนั้น  เหมือนการเตรียมพร้อมก่อนรบของทหาร และวาระแห่งการถือศีลอดนั้นเราก้าวเข้าไปสู่วาระนั้นด้วยหัวใจที่กล้าหาญชาญชัย วาระรอมาฎอนเป็นวาระที่เราต้องเผชิญหน้าและต่อสู้กับศัตรูที่ประกาศสงครามกับเราตลอดทั้งเดือน ศัตรูนั้นคือมารร้ายในรูปลักษณ์ต่างๆนั่นเอง
 การถือศีลอดสมัยก่อนนั้นเพื่อการไถ่โทษเป็นสำคัญ  ซึ่งแตกต่างจากการถือศีลอดของอิสลามในปัจจุบัน กำหนดนโยบายไว้ชัดเจนว่าเพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง ด้วยการตักวาคือยำเกรงต่ออัลลอฮ์ เพราะความยำเกรงอัลลอฮ์ เป็นปัจจัยคุณธรรมสำคัญที่สุดที่จะแก้ไขและพัฒนาตัวเอง อัลกุรอานบัญญัติชัดเจนความว่า

 “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย  การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าและประชากรก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจักได้ยำเกรง” (๒/๑๘๓)
 เมื่อเรารับคำสั่งให้ถือศีลอดความยำเกรงอัลลอฮ์ก็อุบัติขึ้นอย่างมั่นคงในจิตใจ ของเรา  เมื่อจิตใจของเรามีความยำเกรง  คุณธรรมอื่นอีกหลากหลายก็จะต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน  การถือศีลอดจึงมีฐานะเป็นข้อยืนยันและข้อพิสูจน์ได้ว่า เรามีความศรัทธาต่ออัลลอฮ์อย่างแน่นอนคนที่อ้างว่าศรัทธาต่ออัลลอฮ์แต่ไม่ถือศีลอด  แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นมุสลิม  แต่ก็ขาดข้อพิสูจน์ศรัทธาของเขาไปอย่างหนึ่ง
 สถิติการถือศีลอดสำหรับมุสลิมไทยแม้จะไม่มีการทำวิจัยอย่างเป็นทางการ แต่หากสังเกตุวัฒนธรรมเดือนรอมาฎอนตลอดเดือนก็จะเห็นความแตกต่างจากเดือนธรรมดาที่ไม่มีการถือศีลอดอย่างชัดเจน  แม้เดือนธรรมดาก็มีโอกาสที่จะถือศีลอดได้เหมือนกันที่เรียกว่าภารกิจอาสา มิได้บังคับ ที่เป็นภารกิจบังคับก็เฉพาะการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอนเท่านั้น และการถือศีลอดชดเชยในบางกรณี
 สังคมมุสลิมมีการตื่นตัวในการประกอบศาสนกิจ  เช่น การละหมาดบังคับ การละหมาดไม่บังคับคือละหมาดตะรอวีห์ มีจำนวนผู้คนมาปฏิบัติกันอย่างล้นหลามในสถานที่รวมทำละหมาด  การอิอ์ติก๊าฟที่มัสยิด การอ่านกุรอาน การแสดงน้ำใจต่อเพื่อนสังคมที่ยากไร้  การทำบุญทำทาน  และการทำกุศลกิจอื่นอีกมากหลาย
 ที่น่าชมเชยก็คือมีรายการวิทยุและรายการโทรทัศน์ในเดือนรอมาฎอนหลายรายการ  บางรายการออกอากาศโต้รุ่งกันเลย  เนื้อหาของรายการก็เป็นเนื้อหาที่สร้างสรรค์ ให้ความรู้แก่ผู้ฟังอย่างคุ้มกับที่เฝ้ารอชม
 ผลที่พึงได้ในการถือศีลอดทั้งทางส่วนตัวและทางสังคม ก็คงไม่ยากที่จะพิจารณาจากข้อปฏิบัติต่างๆที่ศาสนาสอนให้ปฏิบัติพร้อมกับการถือศีลอด  รวมทั้งการบริหารจิตใจและอารมณ์ให้สำรวมอย่างเคร่งครัดขณะถือศีลอด  ส่วนข้อปฏิบัติที่ศาสนาส่งเสริมให้ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมีระเบียบและเพียบพร้อมด้วยคุณภาพ  มิใช่ปฏิบัติให้พ้นหน้าที่ หรืออย่างไม่ตั้งใจ หรืออย่างเสียไม่ได้ หรือปฏิบัติอย่างดีขณะอยู่ต่อหน้าคนอื่น พออยู่คนเดียวก็ปล่อยเกียร์ว่างไม่ยอมปฏิบัติ         
 ที่จริงข้อปฏิบัติส่วนใหญ่ก็ไม่แตกต่างกับเดือนอื่นเท่าใดนัก  เพียงแต่เดือนรอมาฎอนมีความเคร่งครัดและสำรวมอย่างเข้มข้นและเข้มแข็ง ที่มีความแตกต่างที่เห็นชัดก็คือกลางวันอดอาหาร กลางคืนทำอิบาดะฮ์โดยชุมนุมกันที่มัสยิดจนดึก  ส่วนการทำมาหากินในอาชีพต่างๆก็ยังต้องปฏิบัติเหมือนเดิม และการเลี้ยงอาหารในกลางคืนของเดือนรอมาฎอนก็จะจัดอาหารค่อนข้างพิเศษ         
 ที่จริงเดือนรอมาฎอนน่าจะเป็นเดือนที่สงบประหยัดงดความฟุ่มเฟือยเพื่อเอาชนะตัวเองให้ได้  ตลอดเดือนธรรมดานั้นชีวิตของเราก็อยู่ในอิสระแห่งการบริโภคอยู่แล้ว  เมื่อถึงเดือนรอมาฎอนก็น่าจะเป็นเดือนแห่งการจัดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความสำเร็จในการต่อสู้กับตัวเองให้จงได้
 การปล่อยอารมณ์ให้ลุ่มหลงไปกับความฟุ่มเฟือยการบริโภคในเวลากลางคืน เพียงเพื่อชดเชยการอดอาหารในเวลากลางวันนั้น  น่าจะขัดแย้งกันเอง  กลายเป็นชีวิตสองมาตรฐาน คือ กลางวันอดอาหารแบบประหยัด แต่กลางคืนบรืโภคอาหารแบบฟุ่มเฟือย  การอดกลางวันจึงไม่ทราบว่าจะสร้างตักวาได้อย่างสมบูรณ์หรือเปล่า ?
 ถ้าเราถือศีลอดเพื่อการตักวาก็ไม่ควรจะคำนึงถึงความมโหฬารของอาหาร  เรื่องอาหารก็น่าจะบริโภคแบบธรรมดาที่เป็นชีวิตจริงปกติของเรา   จะเป็นชนิดอาหารหรือปริมาณอาหารหรือรสชาติอาหาร  แต่ความพิเศษน่าจะอยู่ที่ “กิจอิบาดะฮ์” มิใช่ “กิจบริโภค”  อิบาดะฮ์ที่พิเศษในด้านปริมาณ เช่น อ่านกุรอานให้จบ ๓๐ ยุซสักอย่างน้อย ๑ ครั้ง และเราก็ทราบดีว่ามีนักทำอิบาดะฮ์บางคนเขาอ่านกุรอานจบกันหลายครั้ง
 ที่เราเน้นอ่านกุรอานในเดือนรอมาฎอนนั้น เพราะกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนรอมาฎอนคืนอัลกอดัรอันเป็นที่รู้กันทั่วไป และการอ่านกุรอานช่วยให้จิตสงบ มิใช่สถาปนาเดือนรอมาฎอนให้เป็นเดือนแห่งการบริโภคอาหาร  ควรเป็นเดือนแห่งการประกอบอิบาดะฮ์มากกว่า  ชีวิตของเราจะต้องเติมพลังแห่งอิบาดะฮ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะต้องไม่ถึงขั้นทำอิบาดะฮ์จนทรมานร่างกาย
 กลางคืนรอมาฎอนเป็นเวลาที่ตื่นทำอิบาดะฮ์มากกว่าตื่นกินอาหาร  เพราะอาหารที่กินเข้าไปนั้นหากยิ่งมากเท่าใดก็จะยิ่งตัดทอนพลังตักวาและพลังอิบาดะฮ์  ทำให้ชีวิตของเราต้องหนาเตอะไปด้วยกิเลสตัณหา  พร้อมกับไขมันที่ได้มาจากอาหารที่เรากิน  การถือศีลอดของเราเกือบจะไม่มีความหมายในเชิงสร้างสรรค์ หากแต่เป็นความหมายในเชิงมักมากที่กร่อนคุณภาพมากกว่า
 ท่านศาสดาไม่สนใจในเรื่องการบริโภคเมื่อตะวันตกดินที่เรานิยามภาษาไทยว่า  ”แก้บวช หรือละศีลอด”มากกว่าการบริโภคเพียงอินทพลำไม่กี่เม็ด  แต่พวกเรากินอินทพลำเพื่อแก้บวช แล้วตามหลังด้วยอาหารอีกจำนวนมหาศาล ทั้งคาวและหวาน แทนที่ทั้งเดือนนั้นเราจะลดพุงของเรา พุงของเรากลับเพิ่มขึ้นมาอีกหลายนิ้ว เพิ่มน้ำหนักอีกหลายกิโล 
  การฝึกตนเพื่อตักวาเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของมนุษย์  เพราะการตักวาเป็นปัจจัยหรือเครื่องมือในการปลดเปลื้องความเลวร้ายและปัญหาทั้งปวงแห่งชีวิต พร้อมกับเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้า  การตักวาเท่านั้นที่มีคุณภาพสูงสุดในการสร้างสรรค์ความดีทั้งปวง เป็นทางออกของชีวิตแม้ชีวิตจะมีปัญหาอุดตันชนกำแพงอย่างอึดอัดอัตคัดสักปานใด แต่เมื่อจิตของเรามีตักวาสมบูรณ์แบบ  เราจะมีทางออกผ่านกำแพงปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ความสำเร็จจะวิ่งเข้ามาหาเราอย่างเราไม่คาดไม่ถึง  อัลกุรอานบัญญัติความว่า
 “....และผู้ใดมีความยำเกรงอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ย่อมให้ทางออกแก่เขา” (๖๕/๒)
 การถือศีลอดนั้นธรรมชาติทางศรีระของเราย่อมจะเป็นไปตามสภาพจริง เช่น เมื่อเราอดอาหารนาน กลิ่นปากก็ต้องออกมาเป็นธรรมดา  แต่เราสามารถระงับได้ด้วยการอาบน้ำละหมาดบ่อย ๆ เพราะในพิธีอาบน้ำละหมาดนั้นจะล้างอวัยวะส่วนภายนอกบางแห่งที่บังคับ แม้แต่ปากเราก็ล้างด้วยการบ้วนปาก  หรือเรามีน้ำละหมาดอยู่แล้วอาจจะบ้วนปากอย่างเดียวโดยระวังอย่าให้น้ำลงไปต้นคอลึกเกินไปนัก 
 ความจริงกลิ่นปากอันเกิดจากการถือศีลอดนั้น เป็นกลิ่นปากที่ออกมาพร้อมกับอีหม่านและตักวา  จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะล้างมันเหมือนที่กล่าวมาแล้ว  หากไม่มีความจำเป็นที่กลิ่นปากอาจรบกวนคนอื่นจนเขาเดือดร้อน ก็เป็นทางออกที่เราย่อมเลือกวินิจฉัยด้วยตนเองได้  คงไม่ต้องถามผู้รู้ให้เขารำคาญใจ  ท่านศาสดาได้กล่าวในประโยคหนึ่งความว่า
 “การถือศีลอดคือโล่ป้องกันตัว ดังนั้นเมื่อคนใดถือศีลอด เขาอย่ากล่าวคำหยาบ อย่าประพฤติตัวโฉดเขลา  และแม้จะมีใครมาหาเรื่องวิวาทกับเขาหรือด่าทอบริภาษเขา  เขาจงกล่าวว่าข้าพเจ้ากำลังถือศีลอด สักสองครั้ง  ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์  อันกลิ่นปากของผู้ถือศีลอดนั้นหอมที่สุด ณ อัลลอฮ์ตะอาลา  เพราะเขาเว้นอาหาร เขาเว้นเครื่องดื่ม เขาเว้นกามารมณ์ของเขาเพื่อฉัน  การถือศีลอดเป็นของฉันและฉันจักตอบแทนเขา และความดีงามทั้งหลายนั้นจะได้รับผลตอบแทนทวีเป็นสิบเท่า” (บุคอรี  อะบูดาวุด) 
 ช่วงระยะเวลาที่เราถือศีลอดนั้น อาจจะมีเวลาที่เกิดวิกฤติความรู้สึกบ้างเพราะเราหิวมาก ก็น่าจะหลังจากบ่ายแก่ๆ แล้ว  ทางการแพทย์ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา นอกจากอุปาทาน  เพราะเรายังมีไขมันสำรองอยู่ในร่างกายของเราอีกอย่างสมบูรณ์ ร่างกายจะบริหารตามระบบ ไม่ต้องกลัว  การที่เราต่อสู้กับความหิวของเราในภาวะเช่นนั้น คือ วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเรา  เราอย่าพ่ายแพ้ต่อความหิวเป็นอันขาด แม้จะมีกลิ่นอาหารที่แม่ครัวปรุงเพื่อเตรียมอาหารแก้บวชจะลอยละล่องลิ่วมากับสายลมเชยประทะกับจมูกของเราอย่างเต็มที่จนเรารู้สึกหิวกระหายยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณบางทีจนน้ำลายสอหรือแตก  แต่เราก็ต้องต่อสู้ด้วยพลังอีหม่านและพลังตักวาของเราอย่างแข็งแกร่งด้วยความอดกลั้นอย่างเต็มที่ นั่นคือกุศลอันยิ่งใหญ่ที่เราจะได้รับอย่างเต็มภาคภูมิ  พระองค์ทรงประทานแก่เราอย่างแน่นอน  ไม่ต้องสงสัย
 อย่าอ่อนแออย่าโอดครวญอย่าออเซาะตัวเองโดยเหตุผลทางสุขภาพ เช่นกระเพาะอาหารจะอักเสบ นั่นเป็นกลลวงธรรมดาของมารร้าย  อย่าใจอ่อนกับมัน มารร้ายไม่มีฤทธิ์เดชอะไรหรอก มันเป็นเพียงมายากลลวงที่ไร้ความหมาย อย่าไว้ใจมันอย่าคบกับมันเพราะมันเป็นศัตรูกับเรา  มันมีหน้าที่หลอกลวงเรา เรามีหน้าที่ต่อสู้กับมัน และเมื่อเข้าสู่สมรภูมิรบเราจะต้องเตรียมพร้อมกลยุทธิ์อยู่เสมอ อัลกุรอานบัญญัติความว่า
 “ที่จริงมารร้ายเป็นศัตรูของพวกเจ้า ดังนั้นจงตั้งมันเป็นศัตรู(เพื่อต่อสู้กับมัน)เถิดความจริงที่มันเรียกร้องพวกของมันมาด้วย  ก็เพียงเพื่อพวกมันจักเป็นส่วนหนึ่งของชาวนรกเท่านั้นเอง(หามีความหมายไม่)”  (๓๕/๖)
 “......ที่จริงมารร้ายเป็นศัตรูที่ชัดแจ้งที่สุดสำหรับมนุษย์” (๑๗/๕๓)
 “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย  อย่าได้ตั้งศัตรูของฉันและศัตรูของพวกเจ้ามาเป็นมิตร ที่มอบความรักให้แก่พวกเขา......” (๖๐/๑)
 วาระแห่งรอมาฎอนเป็นวาระที่เราต้องใคร่ครวญถึงอดีตชีวิตที่ผ่านมาของเราตลอดทั้งปี  อัลกุรอานบัญญัติความว่า
 “แต่ละชีวิตพึงวิเคราะห์สิ่งที่พ้นมาก่อนหน้าเพื่ออนาคต
หากพบเห็นขยะความชั่วกองเพนินอยู่ในตัวเรา เราก็ต้องรีบเอามันออกและทำลายมันเสียให้หมด  ความดีที่เราหมั่นเพียรปฏิบัตินั่นเองที่จะทำลายความชั่วในตัวเราซึ่งเราสะสมมันมาอย่างยาวนาน  อัลกุรอานบัญญัติความว่า
 “ที่จริงบรรดาความดีทั้งหลายย่อมขจัดบรรดาความเลวได้
 และเราจะให้หลักค้ำประกันแก่ตัวเราเองอย่างมั่นคงอีกประการหนึ่ง คือ การสารภาพบาป หรือที่เราเรียกว่าการเตาบะฮ์  ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์จะเกิดกับตัวเราเองอย่างแน่นอน เพราะอัลลอฮ์สั่งให้เราสารภาพบาปไว้ในหลายแห่งจากอัลกุรอาน เช่น
 “และพวกเจ้าจงสารภาพบาปต่ออัลลอฮ์ อย่างจริงใจเถิด”  .

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 01 สิงหาคม 2010 เวลา 02:41 น.
 
 
Joomla 1.5 Templates by Joomlashack